เคยสงสัยไหมว่า ทำไมการสอบถามราคาสินค้าชนิดเดียวกันจาก โรงงานของพรีเมี่ยม หลายแห่ง จึงได้รับใบเสนอราคาที่แตกต่างกัน บางแห่งเสนอราคาถูก ขณะที่บางแห่งมีราคาสูงกว่า ทั้งที่สินค้าดูคล้ายกัน ไม่ว่าจะเป็นกระบอกน้ำ กระเป๋าผ้า หรือสมุดโน้ตสกรีนโลโก้
ความแตกต่างของราคาไม่ได้ขึ้นอยู่กับกำไรของผู้ผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับวัสดุ จำนวนสั่งผลิต เทคนิคสกรีน และบริการที่ได้รับ บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจ 5 ปัจจัยสำคัญ พร้อมเทคนิคเปรียบเทียบราคา เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการและฝ่ายจัดซื้อเลือกสินค้าได้อย่างคุ้มค่า
หนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ โรงงานของพรีเมี่ยม เสนอราคาไม่เท่ากัน คือคุณภาพวัสดุที่ใช้ผลิตสินค้า เพราะสินค้าที่มีรูปลักษณ์คล้ายกันอาจมีต้นทุนแตกต่างกัน
ตัวอย่างเช่น กระเป๋าผ้าคอตตอนเนื้อหนาที่มีการเย็บเสริมความแข็งแรง อาจมีราคาสูงกว่ากระเป๋าผ้าเนื้อบาง หรือกระบอกน้ำที่ใช้วัสดุและโครงสร้างฉนวนต่างกัน ก็อาจมีราคาไม่เท่ากัน
• สอบถามเกรดวัสดุ เช่น ประเภทผ้า ความหนา หรือคุณสมบัติสินค้า
• ขอตัวอย่างจริง เพื่อตรวจสอบความเรียบร้อยและคุณภาพ
• เปรียบเทียบสเปก โดยใช้รายละเอียดเดียวกัน
• พิจารณาความทนทาน ให้เหมาะกับการใช้งาน
การตรวจสอบวัสดุก่อนสั่งผลิตช่วยลดความเสี่ยงในการได้รับสินค้าที่ไม่ตรงความต้องการ
การสั่งสินค้า 100 ชิ้นกับ 1,000 ชิ้น อาจมีราคาต่อชิ้นแตกต่างกัน เนื่องจากกระบวนการผลิตมีต้นทุนคงที่ เช่น ค่าตั้งเครื่องจักรและค่าจัดเตรียมแบบ ซึ่งสามารถเฉลี่ยต้นทุนได้เมื่อสั่งจำนวนมากขึ้น
1. สอบถามจำนวนขั้นต่ำ ของสินค้าแต่ละประเภท
2. ขอราคาหลายระดับ เช่น 100, 300 และ 500 ชิ้น
3. คำนวณจำนวนใช้งานจริง เพื่อไม่ให้มีสินค้าเหลือเกินจำเป็น
4. พิจารณารวมคำสั่งซื้อ หากหลายแผนกต้องการสินค้าชนิดเดียวกัน
ก่อนสั่งซื้อกับ โรงงานของพรีเมี่ยม ควรเปรียบเทียบทั้งราคาต่อชิ้นและยอดรวม เพราะการสั่งจำนวนมากแม้จะได้ราคาถูกลง แต่ก็อาจทำให้ใช้งบประมาณสูงกว่าเดิม
การเพิ่มโลโก้บริษัทลงบนสินค้ามีผลต่อราคา เนื่องจากแต่ละเทคนิคใช้เครื่องมือ วัสดุ และขั้นตอนผลิตแตกต่างกัน
1. ซิลค์สกรีน (Silk Screen)
เหมาะกับโลโก้สีไม่ซับซ้อน โดยเฉพาะงานผลิตจำนวนมาก
2. พิมพ์ UV (UV Printing)
เหมาะกับงานพิมพ์หลายสีและลวดลายที่มีรายละเอียดสูงบนพื้นผิวที่รองรับ
3. เลเซอร์ (Laser Engraving)
เหมาะกับวัสดุบางประเภท เช่น ปากกาโลหะหรือแฟลชไดร์ฟไม้ ให้ลักษณะงานเรียบง่ายและไม่ต้องใช้หมึก
4. งานปัก (Embroidery)
เหมาะกับสินค้าสิ่งทอ เช่น หมวก เสื้อ และกระเป๋าผ้า
การส่งไฟล์โลโก้พร้อมระบุขนาดและตำแหน่งให้ โรงงานของพรีเมี่ยม ประเมิน จะช่วยให้เลือกเทคนิคที่เหมาะสมและได้รับราคาที่ชัดเจนขึ้น
ข้อผิดพลาดที่ฝ่ายจัดซื้อควรระวังคือการเปรียบเทียบเฉพาะราคาสินค้าต่อชิ้น เพราะใบเสนอราคาของผู้ผลิตแต่ละแห่งอาจรวมบริการไม่เหมือนกัน
บางแห่งเสนอราคาเฉพาะตัวสินค้า ขณะที่บางแห่งรวมค่าสกรีน บรรจุภัณฑ์ หรือค่าจัดส่งไว้แล้ว
• ค่าสกรีนโลโก้: รวมอยู่ในราคาสินค้าหรือคิดเพิ่มเติม
• ค่าทำบล็อก: มีค่าเตรียมงานพิมพ์หรือไม่
• ค่าบรรจุภัณฑ์: ใช้กล่องมาตรฐานหรือกล่องพิเศษ
• ค่าขนส่ง: รวมค่าจัดส่งถึงปลายทางแล้วหรือยัง
• ภาษีมูลค่าเพิ่ม: ราคาที่เสนอรวมภาษีแล้วหรือไม่
ตัวอย่างเช่น ผู้ผลิต A เสนอราคา 75 บาทต่อชิ้น แต่คิดค่าสกรีนเพิ่ม 20 บาท ขณะที่ผู้ผลิต B เสนอราคา 90 บาทรวมสกรีนแล้ว หากเงื่อนไขอื่นเท่ากัน ผู้ผลิต B อาจมีต้นทุนต่ำกว่า
ดังนั้น ควรขอใบเสนอราคาที่แจกแจงรายละเอียดจาก โรงงานของพรีเมี่ยม เพื่อป้องกันค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่ไม่ได้คาดการณ์ไว้
งานผลิตด่วนอาจมีราคาสูงกว่างานตามรอบปกติ เพราะผู้ผลิตอาจต้องปรับตารางการผลิตหรือใช้บริการขนส่งพิเศษ
นอกจากนี้ ผู้ผลิตแต่ละแห่งอาจมีขั้นตอนตรวจสอบคุณภาพแตกต่างกัน เช่น การตรวจงานสกรีน การคัดแยกสินค้าชำรุด และการตรวจจำนวนก่อนจัดส่ง
1. ใช้เวลาผลิตกี่วันหลังยืนยันแบบ?
2. สามารถตรวจตัวอย่างก่อนผลิตจำนวนมากได้หรือไม่?
3. มีขั้นตอนตรวจสอบคุณภาพอย่างไร?
4. หากสินค้าผิดแบบหรือชำรุด มีเงื่อนไขรับผิดชอบอย่างไร?
การเลือก โรงงานของพรีเมี่ยม ที่มีขั้นตอนการทำงานชัดเจน จะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องคุณภาพและการส่งมอบสินค้า โดยเฉพาะงานที่มีกำหนดวันใช้งานแน่นอน
การที่ โรงงานของพรีเมี่ยม แต่ละแห่งเสนอราคาไม่เท่ากัน ไม่ได้หมายความว่าราคาสูงจะดีที่สุด หรือราคาถูกจะไม่มีคุณภาพเสมอไป เพราะต้นทุนขึ้นอยู่กับวัสดุ จำนวนผลิต เทคนิคสกรีน และบริการที่ได้รับ
สิ่งสำคัญคือการเปรียบเทียบใบเสนอราคาภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน ตรวจสอบตัวอย่างสินค้า และเลือกผู้ผลิตที่ให้รายละเอียดชัดเจน เพื่อให้องค์กรได้รับสินค้าที่เหมาะสมกับงบประมาณและวัตถุประสงค์การใช้งาน
บทความนี้ประยุกต์จากแนวคิด Value Chain ของ ศาสตราจารย์ Michael E. Porter นักวิชาการด้านกลยุทธ์การแข่งขันจาก Harvard Business School และผู้เขียนหนังสือ Competitive Advantage
แนวคิดดังกล่าวอธิบายว่า กิจกรรมแต่ละขั้นตอนของธุรกิจมีส่วนสร้างต้นทุนและคุณค่าแตกต่างกัน จึงสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการเปรียบเทียบราคาสินค้า โดยพิจารณาทั้งคุณภาพ กระบวนการผลิต และบริการ ไม่ใช่เฉพาะราคาขายเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้เป็นการอ้างอิงผลงานที่เผยแพร่ ไม่ใช่การรับรองบทความโดยผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
แหล่งอ้างอิง: Harvard Business School, The Value Chain และ Michael E. Porter, Competitive Advantage, 1985
หากกำลังเปรียบเทียบราคาและมองหา โรงงานของพรีเมี่ยม ที่เหมาะกับงบประมาณ สามารถ คลิกชมตัวอย่างสินค้าและสอบถามรายละเอียดการสั่งผลิตได้ที่โรงงานของพรีเมี่ยม.com เพื่อประกอบการตัดสินใจก่อนสั่งผลิตจริง
บทความนี้เรียบเรียงโดย จิรารัตน์ พรมดม ตำแหน่งเจ้าหน้าที่การตลาด